Home Highlight “KREMER PORSCHE 935 K3” ตำนานที่เกิดจากสนามแข่ง

“KREMER PORSCHE 935 K3” ตำนานที่เกิดจากสนามแข่ง

คงจะมีรถไม่กี่ยี่ห้อในโลกนี้ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากในสนามแข่ง หรือให้ความสำคัญแก่ชัยชนะในสนามไม่น้อยไปกว่าชัยชนะของยอดขายเหนือคู่แข่งในโชว์รูม ถ้าถามผู้ที่เล่นรถให้ลองเอ่ยชื่อยี่ห้อรถที่ว่ามานั่นขึ้นมาสักอันสองอัน ผมเชื่อแน่นอนว่า Ferrari อาจจะต้องมาก่อน และยี่ห้อที่ตามมาเป็นที่สองก็คงจะไม่แคล้วที่จะเป็น Porsche อย่างแน่นอน

แรงบันดาลใจที่ทำให้ผมกำลังเขียนอยู่นี้ก็คือเจ้า ตัวแข่ง Porsche 935 K3 ของ Kremer ที่ผมได้ไปเจอในงานประมูลรถของ Tokyo Auto Salon เมื่อเดือนก่อน ผมพูดตามตรงว่าเมื่อไปยืนอยู่ตรงหน้ามัน ผมขนลุก และมีความรู้สึกว่ามันเป็นเครื่องจักรสังหารอะไรสักอย่างมากกว่ารถแข่งคันหนึ่ง ด้วยความที่เจ้ารถคันนี้ถูกทำขึ้นมาอย่างดิบเถื่อน ทุกสิ่งที่ถูกแปะลงไป หรือถูกยัดเข้าไปในกระดองของมันนั้นก็เพียงเพื่อวัตถุประสงค์เดียวก็คือ “ชัยชนะ” ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม แต่ก็ใช่… มันเป็นรถแข่งคันหนึ่งที่สวยงามมากเลยทีเดียว

ก่อนจะพูดถึงเจ้า Porsche 935 “ของ Kremer” คันนี้ เรามาท้าวความถึงที่มาที่ไปของมันก่อนกันดีกว่า 935 คือตัวแข่งที่มีพื้นฐานมาจาก 930 Turbo พูดง่ายๆเลยก็คือมันเป็นเวอร์ชั่นรถแข่งสนามของ 930 Turbo นั่นเอง ที่ Porsche สร้างขึ้นมาเพื่อเตรียมการที่จะใช้ลงแข่งในคลาส FIA-Group 5 ในปี 1976 (ซึ่งเจ้า 930 นี้ก็คือผลพวงของพัฒนาการที่ต่อยอดออกมาจากเจ้าตัวแข่งชื่อดัง Carrera RSR 2.1 Turbo ที่โด่งดังจาก Le Mans อีกทีหนึ่ง)

ส่วนตัวเจ้า 935 เองถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลงแข่งในฤดูการแข่งขัน 1976 ทั้งในรายการ DTM (สมัยนั้นยังเรียกว่า DRM- Deutsche Rennsport Meisterschaft), World Championship of Make และ IMSA GT ของฝั่งอเมริกาด้วย

Porsche 935 มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1976 ที่มันเปิดฉากลงสนามเป็นครั้งแรก รถของทีมโรงงานถูกทำออกมาเป็นหลายเวอร์ชั่นอย่าง 935/76, 935/77, 935/77A และ 935/78 “Moby Dick” อันโด่งดัง

ซึ่งหลังจากนั้นมันก็สามารถคว้าชัยชนะได้มากมายทั้งใน Le Mans 24 ชั่วโมง และรายการแข่งขันประเภทเอนดูรานซ์รายการหลักอย่างเช่น Sebring, Daytona และ 1,000 km Nürburgring จนกระทั่งยุค Group 1-6 ได้สิ้นสุดลง และ FIA ได้เปลี่ยนกฎการแข่งขันใหม่มาใช้เป็น Group A/B/C แทน จากการลงแข่งขันทั้งหมด 370 ครั้ง มันสามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 123 ครั้งเลยทีเดียว

เอาล่ะ ที่นี้กลับมาที่เจ้าตัวแข่ง 935 “ของ Kremer” กัน

ในปี 1977 ทาง Porsche ก็ได้เริ่มขายตัวแข่ง 935 ให้กับทีมลูกค้า (customer team) ที่จะใช้ลงแข่งในรายการ DRM- Deutsche Rennsport Meisterschaft), World Championship of Make และ IMSA GT แต่ทางทีมโรงงานก็ยังลังเลที่จะขายเวอร์ชั่น Evolution ให้กับทีมลูกค้า (บ้างก็ว่าทาง Porsche ได้หยุดพัฒนาเพราะเล็งเห็นแล้วว่าแชสซีส์ของ 935 ยังไม่แข็งแรงพอที่จะรับอะไรที่แรงขึ้นไปกว่านั้นได้) ดังนั้นทีมลูกค้าบางทีมจึงต้องคิดค้นพัฒนาขึ้นมาเองซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือทีม Kremer Racing ที่มีฐานบัญชาการอยู่ในเมือง Cologne ที่เรากำลังจะคุยถึงมันกันนี้เอง

ตั้งแต่ปี 1976 เป็นต้นมา ทาง Kremer Racing ก็ได้พัฒนา 935 ควบคู่ไปกับรถจากทีมโรงงาน โดยเริ่มจากรุ่นที่เรียกว่า 935 K1 จากนั้นในปีต่อมาจึงทำรุ่น K2 ตามด้วย K3 ซึ่งเป็นรุ่นที่ผมกำลังเขียนถึงอยู่นี้ และปิดท้ายด้วย K4 ที่ทำออกมาเพื่อออกมาตั้งเป้าชนกับ Ford Capri จากทีม Zakspeed ใน DRM ฤดูกาล 1980 เป็นการเฉพาะ
ในปี 1979 เจ้า 935 K3 ของ Kremer ก็สามารถคว้าชัยชนะใน Le Mans 24 ชั่วโมงได้จากการขับของ Klaus Ludwig/Don Whittington/Bill Whittington และหลังจากความสำเร็จในครั้งนี้ Kremer ก็ได้รับออเดอร์มาจากลูกค้าทั่วทุกมุมโลกให้ผลิตเจ้า K3 ให้ ซึ่งรวมทั้งสิ้นแล้วมี K3 ที่เป็นสเปกคล้ายๆกับคันที่ชนะใน Le Mans ปี 1979 ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนทั้งสิ้น 13 คัน

ซึ่งเจ้า Kremer 935 K3 สีส้มสดใสคาดลาย Jagermeister ที่ถูกนำเข้าประมูลในงานในวันนั้นก็เป็นหนึ่งในนั้น หากคุณได้เข้าไปดูใกล้ๆ คุณจะรู้สึกได้ถึงงานฝีมือแบบดิบๆในยุคนั้น ที่อาศัยช่วงโหว่ของกฎ FIA- Group 5 ที่ตอนนั้นเรียกกันอย่างไม่เป็นทางว่า “Silhouette Racing” ซึ่งหมายถึงการยึดเอาเพียงแค่ตำแหน่งของอุปกรณ์/รูปทรงตัวถังหลักเป็นหลักว่าจะต้องอยู่ที่จุดเดิมเท่านั้นเอง อย่างเช่นด้านหน้าของมันที่ถูกทำขึ้นมาใหม่ให้ “ครอบ” ลงไปยังไฟหน้าที่ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม (นั้นคือที่มาของชื่อ “Slant Nose”) รวมไปถึงการสร้างหลังคาอีกชั้นหนึ่งที่ครอบลงไปบนหลังคาเดิมเพื่อประสิทธิภาพของอากาศพลศาสตร์ให้ดีขึ้นด้วย

มีหลายสิ่งที่ทำให้ 935 K3 ของ Kremer แตกต่างไปจาก 935 ของ Porsche ยกตัวอย่างเช่นเทอร์โบ, เบรกที่ใหญ่ขึ้น และเกียร์ที่ติดตั้งกลับหัวเพื่อหลบเพลาขับสามารถทำงานอยู่ในแนวระนาบได้ ยังไม่รวมถึงเครื่องยนต์ที่ให้กำลังสูงสุดกว่า 800 แรงม้า และความเร็วสูงสุดเกือบ 400 กิโลเมตร/ชั่วโมง

รถคันนี้จบการประมูลไปที่ 150 ล้านเยน ก็ลองเอาอัตราแลกเปลี่ยนคูณเป็นเงินไทยกันดู ผมคิดว่าเจ้าของใหม่คงจะมีความสุขเป็นล้นพ้นที่ได้มันไปอย่างแน่นอน ขนาดผมแค่ได้ไปยืนอยู่ข้างรถและชะโงกเข้าไปดูในโพรงมืดๆที่วางเท้าที่ลึกเข้าไปใต้คอนโซล และจินตนาการถึง Klaus Ludwig นั่งทำ heel & Toe อยู่ 24 ชั่วโมงเต็มๆในรถแบบเดียวกันนี้ที่ชนะใน Le Mans ผมก็รู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูกแล้ว !

#Autosalon #Autosalon2020
#BangkokAutoSalon2020

เรื่อง / ภาพ : Flying Dutchman
Week 4 : Feb 2020

All Categories

Related articles

Latest articles

อีซูซุรับรางวัล “แบรนด์ที่มีมูลค่ามากสุดในประเทศไทยปี 2020”

มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ และคุณปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด รับมอบรางวัล อีซูซุ “แบรนด์ที่มีมูลค่ามากสุดใน   ประเทศไทยปี 2020” (Most Valuable Brands of the Year 2020) หมวดรถกระบะ จาก       ลงทุนแมน...

จุดเริ่มต้นของจุดจบรถน้ำมันในไทย

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ก่อน มีการจัดงาน EV Drive & Ride ภายในงาน EV Asia 2020 ที่จัดขึ้นโดย สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยและอินฟอร์มามาร์เก็ต เป็นงานที่รวบรวมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไฟฟ้า รวมไปถึงการรวบรวมรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% (Battery Electric Vehicles) จากค่ายรถยนต์ที่มีผลิตภัฑณ์ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย มารวมตัวกันที่ ไบเทค บางนา โดยในบรรดารถไฟฟ้าทั้ง 10 คัน...

เผยโฉม “ไทรอัมพ์ ไทรเดนท์” กับการทดสอบประสิทธิภาพครั้งสุดท้ายของเรือธงใหม่ค่ายไทรอัมพ์

เปิดตัวขุมพลัง 3 สูบ โมเดลใหม่ล่าสุดของโลกที่จะมาเป็นไอคอนใหม่ของตลาดโรดสเตอร์ขนาดกลาง พิสูจน์ทุกสายตาได้จากภาพการทดสอบ “ไทรอัมพ์ ไทรเดนท์” ที่ได้เผยให้เห็นถึงโมเดลใหม่ที่กำลังทำการทดสอบครั้งสุดท้าย ที่สำนักงานของใหญ่ไทรอัมพ์ เมืองฮิงคลีย์ ประเทศอังกฤษ ต้นกำเนิดของการออกแบบและพัฒนาไทรอัมพ์ ไทรเดนท์ เผยโฉมแล้ว กับการทดสอบประสิทธิภาพครั้งสุดท้ายของ “ไทรอัมพ์ ไทรเดนท์” ที่ฮิงคลีย์ ประเทศอังกฤษ นำเสนอ 3 จุดเด่น ที่ทำให้โมเดลนี้กลายเป็นโมเดลที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในรถกลุ่มเดียวกัน เครื่องยนต์ 3 สูบและแรงบิดอันทรงพลัง ...

Share article