Formula E การแข่งรถเพื่อโลกแห่งอนาคต

0
678

ฟอร์มูล่า อี ที่กรุงโรม อิตาลี

ย้อนไปเมื่อปี 2011 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ไอเดียของการแข่งรถที่ใส่ใจสภาพแวดล้อมและธรรมชาติก็ได้กำเนิดขึ้นในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ก่อนจะถูกพัฒนาและกลายมาเป็น “รายการแข่งรถพลังงานไฟฟ้าที่นั่งเดี่ยวระดับนานาชาติ” หรือที่เราคุ้นกันในชื่อ “ฟอร์มูล่า อี” โดยจุดประสงค์หลักๆแล้ว คือการสร้างเวทีและสนามการแข่งขันเพื่อให้กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตยานยนต์ต่างๆ หันมาหันมาและร่วมแสดงศักยภาพในการพัฒนายนตรกรรมที่ทำให้โลกใบดีขึ้นและสะอาดขึ้น

 

รถแข่งพลังงานไฟฟ้า เจนเนอเรชั่น 1 ในวันเปิดตัวที่ประเทศจีน

หลังจากการทำการเปิดตัวรายการแข่งขันอย่างยิ่งใหญ่ในทั่วโลกได้ประจักษ์เมื่อปี 2014 ที่กรุงปักกิ่งประเทศจีน รายการการแข่งขัน “ฟอร์มูล่า อี” ก็เติบโตและกลายมาเป็นรายการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตที่เรียกได้ว่าสามารถตราตรึงใจผู้ชมให้เรื่องของความบันเทิงและความเร้าใจ ซึ่งรายการแข่งขันนี้ก็เป็นจุดมุ่งหมายของทีมและนักแข่งมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกที่หวังจะมาห่ำหันเข้าคว้าชัยกัน จนทุกวันนี้มีทีมเข้าร่วมถึง 12 ทีม ประกอบไปด้วยนักแข่ง 24 คน และรถแข่งอีก 24 คัน

 

ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าในรถโมเดลอื่นๆ

สำหรับรถแข่งที่ใช้ในรายการนี้ ทุกทีมจะต้องใช้รถแบบเดียวกัน ที่ผลิตโดยบริษัท “สปาร์ค เรซซิ่ง เทคโนโลยี” โดยระบบส่งกำลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวที่ให้แรงม้าสูงถึง 250 แรงม้า หรือ 190 กิโลวัตต์  สามารถวิ่ง 0-100 ได้เพียง 3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 225 กม./ชม. และยังสามารถเจนเนอร์เรทพลังงานไฟฟ้ากลับไปชาร์ตที่แบตเตอร์รีระหว่างการแข่งขันได้อีกด้วย หลังการแข่งขันในซีซั่นที่ 2 ทางทีมแข่งก็สามารถปรับเปลี่ยนอะไหล่หรืออุปกรณ์บางอย่างแล้วมาใช้ของค่ายตัวเองได้ได้เช่น มอเตอร์, อินเวอร์เตอร์, กล่องเกียร์ และระบบระบายความร้อนต่างๆ แต่ตัวถังและแบตเตอร์รี่ยังต้องเป็นของส่วนกลางเท่านั้น

 

ภาพเปิดตัวรถแข่งเจนเนอเรชั่น 2

ในช่วงซีซั่นแข่งขันในปี 2018-2019 ที่ผ่านมา รถแข่ง “ฟอร์มูล่า อี เจนเนอเรชั่น 2” ก็ได้ถูกเปิดตัวและนำมาใช้ในการแข่งขัน โดย “เจ้าเจน 2” ก็ได้ถูกพัฒนาและอัพเกรดขึ้นมาทั้งในเรื่องขนาดแบตเตอร์รี่และกำลังส่งของมอเตอร์ไฟฟ้า โดยแบตเตอร์รี่รุ่นใหม่นี้สามารถเก็บพลังงานไฟฟ้ามากกว่ารุ่นเก่าถึง 2 เท่า อยู่ที่ 54 kWh ครอบคลุมระยะวิ่งระหว่างการแข่งขัน ส่งผลให้นักแข่งไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรถระหว่างการแข่งขันนั่นเอง ส่วนมอเตอร์เองก็แรงขึ้นอีก 50 kW สามารถทำความเร็วสูงสุดเพิ่มได้เป็น 280 กม./ชม.และตัวถังก็ได้ถูกออกแบบใหม่เป็นทรงตัว “T” เพื่อป้องกันส่วนหัวของนักแข่งในกรณีที่เกิดการชน และยังป้องกันการกระเด็นของวัตถุต่างๆ ระหว่างการแข่งขัน และยังแถบไฟ LED แสดงสถานะของโหมดการขับขี่ ให้แฟนๆ ได้ทราบว่านักแข่งกำลังจะขับแบบไหน สำหรับยางที่ใช้ในการแข่งขัน ก็ยังเป็นยางของ มิชลิน รุ่นที่สามารถวิ่งได้ทุกสภาพอากาศ

 

ถึงแม้ “ฟอร์มูล่า อี” จะไม่มีความเร้าใจของเสียงคำรามของเครื่องยนต์เหมือนรายการแข่งขันอื่นๆ แต่ความสนุกของ “ฟอร์มูล่า อี” ก็ยังคงเป็นการวางแผนเชิงกลยุทธ์ระหว่างการแข่วและการชิงความเป็นที่ 1 ในโลกแห่งความเร็ว แต่ด้วยภาวะการระบาดของโรค “โควิด 19” ทำการแข่งขันเกือบทุกรายการต้องงดไป ซึ่งก็รวมไปถึงการแข่งล้อเปิดพลังงานไฟฟ้ารายการนี้ด้วย แต่แฟนๆก็ยังสามารถไปร่วมลุ้นกับทีมและนักแข่งที่ชื่นชอบได้ เพราะยังมีการแข่งขัน “ฟอรฺมูล่า อี ซิมูเลเตอร์” ที่แข่งแบบออนไลน์ เป็นการร่วมมือกับทาง ยูนิเซฟ เพื่อเป็นการระดมทุนช่วยเหลือบุคลาการที่ต้องการความช่วยเหลือทั้วโลก และหวังว่าเราต้องจะได้กับมาดูและเชียร์เหล่านักแข่งที่เราชื่นชอบในเร็วๆนี้ พร้อมวลีว่า “AND WE GO GREEN”

 

ข้อมูล: https://www.fiaformulae.com/
เรียบเรียง/แปล: RCboy

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here