V60 ADVENTURE

สืบเนื่องจากวันทดสอบขับกันที่สนามปทุมธานีเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ในวันนี้ผมไม่สงสัยในประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และช่วงล่างของมัน (รวมไปถึงระบบอื่นๆ ที่อยู่เบื้องการทำงานทั้งหมดนั้น) ของมันแม้แต่น้อยนิด แต่นั้นคือการทดสอบภาคหนึ่งในการขับแบบจัดหนักจัดเต็ม แล้วอรรถประโยชน์ที่อยู่ที่ปลายอีกข้างของมันในเรื่องการใช้งานในชีวิตจริงล่ะ อย่างเช่น 400+ แรงม้ามันจะทำให้การขับขี่ออกมาอย่างไรบ้างเวลาใช้งานจริง ช่องเก็บสัมภาระล่ะมันใหญ่โตพอที่จะขนอะไรไปได้บ้าง แล้วน้ำหนักที่เพิ่มเข้าไปนั้น มันจะไปบั่นทอนประสิทธิภาพของรถหรือเปล่า? รวมไปถึงการขับแบบยาวๆ เจ้าเบาะที่ดูดีมากแบบนั้นจะทำให้เมื่อยล้า หรือภายในห้องโดยสารมันจะควบคุมง่าย หรือน่าเบื่อหรือเปล่าเวลาที่เราต้องถูกหุ้มอยู่ด้วยบรรยากาศภายในห้องโดยสารของมันแบบนั้นหลายๆ ชั่วโมง?

ในวันนั้นผมจึงแจ้งทางพนักงานและผู้ประสานงานของทาง Volvo ว่าผมอยากจะเอามันไปขับในโลกแห่งความจริงบ้าง ซึ่งก็ได้รับการร่วมมือเป็นอย่างดี ต้องขอขอบคุณเอาไว้ในที่นี้

เช้าตรู่ ของวันที่ 13 มีนาคม 2020 เจ้า V60 T8 สีขาวสะอาดสวยงามจอดรอผมอยู่หน้าศูนย์ Volvo ที่หัวหมากในสภาพที่พร้อมออกเดินทาง first impression ก็คือการใส่ใจในการบริการของ Volvo ที่ดีมาก ตั้งแต่การตรวจวัดไข้เจ้าโควิด-19 ตั้งแต่ประตูด้านหน้า จนไปถึงรถที่สะอาดสะอ้านพร้อมน้ำมันเต็มถังที่พร้อมให้คุณขับไปไหนก็ได้บนโลกใบนี้ (ผมมองเข้าไปในส่วนเซอร์วิสก็สะอาดสะอ้านไม่แพ้ในส่วนของโชว์รูมเลยทีเดียว) ซึ่งตรงนี้ต้องขอขอบคุณมา ณ.ที่นี้อีกครั้ง

วีคเอนด์นั้นผมตั้งใจจะไปเขาใหญ่ เพราะผมรู้ว่ามันมีถนนสวยงามคดเคี้ยวที่พาดเทือกเขาทั้งลูกจากจังหวัดหนึ่งไปลงที่อีกฟากหนึ่งของอีกจังหวัดหนึ่ง ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นโปรดของผม มันเหมือนเป็น Nürburgring น้อยๆ ของผมเวลาที่ผมเกิดเบื่อหน่ายในการจราจรของเมืองหลวง หรือเวลาที่อยากจะลองประสิทธิภาพของรถขึ้นมา ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องอัดกันเต็มเหนี่ยวเหมือน Nürburgring หรอก แค่ความเร็วปกติกับโค้งที่พับไปพับมาและเนินขึ้นๆ ลงๆ ก็เพียงพอที่จะบอกคุณได้แล้วว่า ไอ้สิ่งที่คุณได้อ่านจากในกระดาษหรือรีวิวสารพัดที่เขียนกันว่อนอินเตอร์เน็ตว่ามันขี้วัวหรือเปล่า

เช้าวันเสาร์ กระเป๋าเดินทางสองใบ อุปกรณ์ค้างแรม อุปกรณ์กล้อง ของกิน น้ำดื่ม ฯลฯ กองพะเนินได้หายเข้าไปในท้ายรถ โดยผมยังรู้สึกว่ามันยังเหลือที่พอที่จะเอาอุปกรณ์ที่ว่าเหล่านั้นใส่เข้าไปได้อีกชุดหนึ่ง ยิ่งถ้าพับเบาะหลังลงไปด้วยนะ คุณอาจจะเอาจักรยานใส่เข้าไปได้อีกคันหนึ่งด้วยเลยล่ะ

ก่อนอื่น ขีดเส้นใต้ตรงนี้ว่าเรากำลังพูดถึงรถแวนคันหนึ่งที่มีพละกำลังให้ใช้ถึง 415hp/494 lb-ft ไม่ใช่แค่รถแวนที่เอาไว้วิ่งขนของปุเลงๆ ขนของ หรือรับ-ส่งลูกไปโรงเรียนไปวันๆ เมื่อดูตัวเลขแล้ว (อย่างน้อยบนกระดาษ) ดูเหมือนว่ามันจะเหนือกว่าคู่แข่งที่เป็นรถสไตล์ทัวร์ริ่ง Plug-in อยู่หลายขุม ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกจะได้คะแนนสูสีกัน แต่ราคาค่างวดของมันต่างกันมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

ตำแหน่งเบาะนั่ง พวงมาลัย คันเกียร์ และการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ เป็นอะไรที่คุ้นเคย เพราะรถรุ่นใหม่ก็นิยมออกแบบมาในสไตล์นี้กันทั้งนั้น ที่เอา (เกือบ) ทุกอย่างไปรวมเอาไว้บนจอระบบสัมผัส เบรกมือกลายเป็นสวิตช์ที่เล็กกว่ากล่องไม้ขีดแทนที่จะเป็นด้ามดึงเหมือนสมัยก่อนอะไรทำนองนั้น  ซึ่งสำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกว่าระบบควบคุมจอบนคอนโซลมันใช้งานค่อนข้างยาก บางครั้งต้องจอดรถข้างทางเพื่อกดหาเมนูกันเลยทีเดียวเวลาต้องการปรับอะไรสักอย่าง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน ขอติอีกข้อหนึ่งเถอะอย่างโกรธกันเลย ผมสงสัยว่าทำไมตำแหน่งเกียร์ P จึงไม่รวมอยู่ใน sequence เดียวกับ R/N/D เหมือนรถทั่วไปทำไมจึงต้องทำปุ่มแยกออกมาต่างหาก เอาล่ะ…ข้อติของผมก็คงมีแต่นี้ ที่เหลือคือความประทับใจล้วนๆ เลยทีเดียว และมันช่วยทำให้วีคเอนด์ทริปของผมนี้กลายไปสิ่งพิเศษไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

ผมขับลัดเลาะขึ้นไปบนเขาใหญ่จากทางปราจีนบุรี รถทำงานได้ดีทั้งกำลังเครื่องยนต์ที่เรียกออกมา ช่วงล่างที่ปรับตัวและยอมให้น้ำหนักถ่ายไปตามจังหวะไปได้อย่างไร้รอยต่อ โดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกว่าระดับการทำงาน rebound ของช่วงล่างของรถรุ่นนี้ทำออกมาได้ดีมาก ไม่แข็งไม่อ่อนจนเกินไป มันช่วงสร้างจังหวะในการเลี้ยว หรือถ่ายน้ำหนักรถไปตามมุมต่างๆ ของรถได้เป็นอย่างดี จนบางครั้งผมลืมไปเลยว่ากำลังขับรถแวนคันยาวเกือบห้าเมตรอยู่ (อีกเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนที่ชอบรถที่เซ็ตช่วงล่างแบบ bump เร็ว/rebound ช้าด้วยก็ได้)

บนไฮเวย์ข้างล่างก่อนที่จะขึ้นไปบนเขา พละกำลังและแรงบิดมหาศาลของมันทำให้สามารถขับได้ง่าย โดยเฉพาะจังหวะมุดแซงที่ช่วยทำให้คุณรู้สึกว่ามันกลายเป็นรถที่เล็กและคล่องตัวกว่าสภาพความเป็นจริงของตัวมันเอง แต่ก็พอมี lag บ้างเป็นบางช่วงที่ต้องแซงแบบกระชั้นชิดจริงๆ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเกิดมากจากเทอร์โบหรือจังหวะเกียร์ แต่มันก็ไม่ได้เกิดบ่อยนัก สิบครั้งจะเกิดสักครั้งสองครั้ง แต่เมื่อเครื่องยนต์เข้าสู่ช่วงกำลังมันก็ดีดผลึงออกไปราวกับลูกธนู เข็มความเร็วในจอดิจิตอลที่แสดงภาพจำลองอนาล็อกกวาดปรู๊ดขึ้นไปได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งพวงมาลัยก็ให้น้ำหนักที่คงที่ และสื่อสารจากพื้นถนนขึ้นมาที่มืออย่างชัดเจนโดยไม่แสดงอาการคลุมเคลือแบบหลอกๆ ออกมา ผมนั่งอยู่ท่ามกลางระบบ driver assists สารพัดอย่าง อย่างเช่นตัวตั้งห่างจากรถคันหน้า, ระบบช่วยเตือนการเปลี่ยนเลน ฯลฯ ซึ่งต่างก็เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างทำให้รู้สึกถึงความปลอดในการขับขี่ทั้งนั้น รวมไปถึงแอร์ที่เย็นเฉียบท่ามกลางอุณหภูมิภายนอกที่ขึ้นสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสอีกด้วย

เมื่อขึ้นไปถึงบนเขาตรงที่จอดรถน้ำตกเหวสุวัตและกำลังจะกลับลงไป จู่ๆ พายุฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จนทำให้ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ใช้ได้เลยโค่นขวางถนนจนผมไม่สามารถผ่านกลับออกไปได้ ผมวนรถกลับไปที่ลานจอดรถเพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่ประจำการอยู่ที่จุดนั้นทราบ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็วิทยุลงไปให้เอารถแทรคเตอร์ขึ้นมาดันต้นไม้ออกให้พ้นทาง ซึ่งต้องใช้เวลารอเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว แต่กระนั้นมันก็ทำให้ผมมีเวลาอยู่ท่ามกลางความกราดเกรี้ยวของธรรมชาติที่ทำให้เราสำเหนียกได้ว่ามนุษย์ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากมดปลวกตัวหนึ่งเมื่อเทียบกับพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติบนโลกใบนี้

ผมเอนเบาะนอนลง เลือนแผ่นบังหลังคาแก้วให้เปิดออก นอนแหงนหน้าดูพายุที่กราดเกรียวกำลังทำให้ป่าดงดิบแห่งนี้ปั่นป่วนไปด้วยพลังลม ต้นไม้ที่แข่งกันสูงขึ้นไปเสียดฟ้าโยกไปมาและฝนก็สาดกระโชกลงมาที่แผ่นกระหลังคาอย่างน่ากลัว แต่ในโมเมนต์นั้นเจ้า V60 กลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่ใน “comfort zone” ……ผมไม่ได้หมายความถึงแค่เบาะนิ่มนั่งสบาย และห้องโดยสารที่โอ่โถงที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย

ผมหมายถึง “comfort zone” ของชีวิตอย่างแท้จริง……

เรื่อง/ภาพ: Flying Dutchman